น่ารัก

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

31 มกราคม 2555




ครั้งที่ 9
31 มกราคม 2555


คณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็ก เช่น ไหนใครมาโรงเรียนเป็นคนแรกคะ คำว่า คนแรก เป็นลำดับ ถือว่าเป็นคณิตศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ก็ถือว่า เป็นภาษา ที่เป็นเครื่องมือในการคิด



การที่ใช้คำถาม กับเด็ก ควรใช้ คำถาม "ปลายเปิด" เช่น เห็นเมื่อไร เห็นที่ไหน (เป็นเรื่องของเวลา)
ใครทำอะไร อย่างไร (เป็นเรื่องของ ระยะทาง) สิ่งเหล่านี้เป็น คณิตศาสตร์ เพื่อให้เด็กได้คิด วิเคราะห์




ข้อมูลใน Mind Map จะอยู่ในหลักสูตร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์ ที่ครูวางแผน หรือ เด็ก เพราะเด็กอยากรู้ เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน โดยเด็กเป็นผู้กระทำ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้ครบทั้ง 4 ด้าน

มาตราฐานการเรียนรู้ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ครูเป็นแนวในการสอนเพื่อให้นักเรียนมีความรู้ตามเป้าหมายทางผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษา โดยกำหนดขึ้นโดย สสวท มีทั้ง หมด 6 ข้อ
สาระที่ 1 จำนวนและกำดำเนินการ
สาระที่ 2 การวัด
สาระที่ 3 เรขาคณิต
สาระที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น
สาระที่ 6 ทักษะและ กระบวนการทางคณิตศาสตร์

*********การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม******

24 มกราคม 2555





ครั้งที่ 8

24 มกราคม 2555

วันนี้เป็นวันแรกของการกลับเข้ามาเรียน หลังจากไปสังเกตการสอนมา (
ฝึกปฏิบัติการวิชาชีพ 1)
อาจารย์ได้ถามเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้ไปฝึกมาว่าได้ความรู้อะไรบ้าง และอาจารย์ให้นักศึกษาออกไปเล่าประสบการณ์ที่ได้ไปสังเกตการสอนมา ว่าแต่ละโรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อแลกเปรียนประสบการณ์กับเพื่อนๆ ดิฉันได้ไปโรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย ซึ่งตัวโรงเรียน มีความร่มรื่น เด็กๆที่โรงเรียนน่ารักกันทุกคน และ ครูพี่เลี้ยงใจดีมากๆๆ ดิฉัน ได้อยู่ห้อง อ.2/1 ห้องครู นุช เด็กในห้อง มี 34 คน โรงเรียนมีการจัดมุมประสบการณ์ให้กับเด็กเป็นอย่างดี และเหมาะสม การไปสังเกตครั้งนี้ ดิฉันได้ความรู้เพื่อนำกลับมาประยุกค์ใช้มากมาย










อาจารย์สั่งงาน ให้พิมพ์ชื่อจริง และชื่อเล่น เลขที่ และวันตามเลขที่และสีตามวัน(วันทั้ง 7 คือ สีแดง สีเหลือง สีชมพู สีเขียว สีส้ม สีฟ้า และ สีม่วง ) โดยอาจารย์ให้นับจากเลขที่ 1 คือ วันอาทิตย์และ
ต่อไปเรื่อยๆจนถึงวันของตนเอง ของดิฉัน เลขที่ 7 สีม่วง








วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

10 มกราคม 2555






ครั้งที่ 6 และ ครั้งที่ 7
10 มกราคม 2555 และ 17 มกราคม 2555

เนื่องจากนักศึกษาปี 3 ต้องออกสังเกตการสอนเป็นเวลา 10 ตั้งแต่งันที่ 5-19 มกราคม 2555

จึงทำให้ไม่ได้เรียนเป็นเวลา 2 อาทิตย์ คือวันที่
10 มกราคม และ 17 มกราคม 2555




3 มกราคม 2555




ครั้งที่ 5
3 มกราคม 2555


วันนี้ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจาก หยุดชดเชยเทศการปีใหม่คะ

27 ธันวาคม 2554



ครั้งที่ 4
27 ธันวาคม 2554


อาจารย์ได้ตรวจ Blog ของเเต่ละคน เพื่อดูความคืบหน้าของงาน และ ตรวจ My Map เเละเเผนการสอนของ
เเต่ละกลุ่ม กลุ่มของดิฉันทำ หน่วย นม โดยในแผนต้องมีประสบการณ์ที่ทำให้เด็กเกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน
คือ
1. ด้านร่างกาย : กล้ามเนื้อเเละการเคลื่อนไหว
2. ด้านอารมณ์ - จิตใจ : การเเสดงออกทางอารมณ์
3. ด้านสังคม : การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น การเเสดงออก
4. ด้านสติปัญญา : ภาษา การคิด มีความคิดสร้างสรรค์เเละการคิดเชิงเหตุผล





20 ธันวาคม 2554





ครั้งที่3
20 ธันวาคม 2554


นักการศึกษา


สกินเนอร์ (Skinner)
การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึง สิ่งของ คำพูด หรือสภาพการณ์ที่จะช่วยให้พฤติกรรมเกิดขึ้นอีก
หรือสิ่งทำให้เพิ่มความน่าจะเป็นไปได้ของการเกิดพฤติกรรม
การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) หมายถึง การเปลี่ยนสภาพการณ์หรือเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็อาจจะทำให้บุคคล
แสดงพฤติกรรมได้ การเสริมแรงทางลบเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมใน 2 ลักษณะคือ
พฤติกรรมหลีกหนี (Escape Behavior)
พฤติกรรมหลีกเลี่ยง (Avoidance Beh.)


อีริคสัน (Erikson)

เป็นลูกศิษย์ของฟรอยด์ได้สร้างทฤษฎีขึ้นในแนวทางความคิดของฟรอยด์ แต่ได้เนินความสำคัญทางด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้านจิตใจ (Psychological Environment) ว่ามีบทบาทในพัฒนาการบุคลิกภาพมาก ความคิดของอีริคสันต่างกับฟรอยด์หลายประการ เป็นต้นว่า เห็นความสำคัญของ Ego มากกว่า Id และถือว่าพัฒนาการของคนไม่ได้จบแค่วัยรุ่น แต่ต่อไปจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต คือ

วัยชรา และตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ บุคลิกภาพของคนก็เปลี่ยนไปเรื่อ

ยๆทฤษฎีจิตสังคม (Psychological Theory) ได้แบ่งพัฒนาทางบุคลิกภาพออกเป็น 8 ขั้น คือ


ขั้นที่ 1 ความไว้วางใจ – ความไม่ไว้วางใจ (Trust vs Mistrust)
ซึ่งเป็นขั้นในวัยทารก อีริควันถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญของพัฒนาการใ

นวัยต่อไป เด็กวัยทารกจำเป็นจะต้องมีผู้เลี้ยงดูเพราะช่วยตนเองไม่ได้ ผู้เลี้ยงดูจะต้องเอาใจใส่เด็ก ถึงเวลาให้นมก็ควรจะให้และปลดเปลื้องความเดือดร้อน ไม่สบายของทารกอันเนื่องมาจากการขับถ่าย เป็นต้น

ขั้นที่ 2 ความเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระ – ความสงสัยไม่แน่ใจ

ตัวเอง (Autonomous vs Shame and Doubt)
อยู่ในวัยอายุ 2-3 ปี วัยนี้เป็นวัยที่เริ่มเดินได้ สามารถที่จะพูดได้และความเจริญเติบโตของร่ายการช่วยให้เด็กมีความอิสระ พึ่งตัวเองได้ และมีความอยากรู้อยากเห็น อยากจับต้องสิ่งของต่างๆ เพื่อต้องการสำรวจว่าคืออะไร เด็กเริ่มที่อยากเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง

ขั้นที่ 3 การเป็นผู้คิดริเริ่ม – การรู้สึกผิด (Initiative vs Guilt)
วัยเด็กอายุประมาณ 3-5 ปี อีริคสันเรียกวัยนี้ว่าเป็นวัยที่เด็กมีความคิดริเริ่มอยากจะทำอะไรด้วยตนเอง จากจินตนาการของตนเอง การเล่นสำคัญมากสำหรับวัยนี้เพราะเด็ก

จะได้ทดลองทำสิ่งต่างๆ จะสนุกจากการสมมติของต่างๆ เป็นของจริง เช่น อาจจะใช้ลังกระดาษเป็นรถยนต์ ขับรถยนต์เหมือนผู้ใหญ่

ขั้นที่ 4 ความต้องการที่จะทำกิจกรรมอยู่เสมอ – ความรู้สึกด้

อย (Industry vs Inferiority)
อีริคสันใช้คำว่า Industry กับเด็กอายุประมาณ 6-12 ปี เนื่องจากเด็กวัยนี้มีพัฒนาการด้านสติปัญญาและทางด้านร่างกาย อยู่ในขั้นที่มีความต้องการที่จะอะไรอยู่เมือไม่เคยว่าง

ขั้นที่ 5 อัตภาพหรือการรู้จักว่าตนเองเป็นเอกลักษณ์ – การไม่รู้จักตนเองหรือสับสนในบทบาทในสังคม (Ego Identity vs Role Confusion)อีริคสันกล่าวว่า เด็กในวัยนี้ที่มีอายุระหว่าง 12-18 ปี จะรู้สึกตนเองว่า มีความเจริญเติบโต โดยเฉพาะทางด้านร่างกายเหมือนกับผู้ใหญ่ทุกอย่าง ร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการเปลี่ยนแปลงทางเพศทั้งหญิงและชาย เด็กวัยรุ่นจะมีความรู้สึกในเรื่องเพศและบางคนเป็นกังวล

ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขั้นที่ 6 ความใกล้ชิดผูกพัน – ความอ้างว้างตัวคนเดียว (Intimacy vs Isolation) วัยนี้เป็นวัยผู้ใหญ่ระยะต้น (Young Adulthood)
เป็นวัยที่ทั้งชายและหญิงเริ่มที่จะรู้จักตนเองว่ามีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างไร เป็นวัยที่พร้อมที่จะมีความสัมพันธ์กับเพื่อนต่างเพศในฐานะเพื่อนสนิทที่จะเสียสละให้กันและกัน รวมทั้งสามารถยินยอมเห็นใจซึ่งกันและกันโดยไม่เห็นแก่ตัวเลย และมีความคิดตั้งตนเป็นหลักฐานหรือคิดสนใจที่จะแต่งงานมีบ้านของตนเอง

ขั้นที่ 7 ความเป็นห่วงชนรุ่นหลัง – ความคิดถึงแต่ตนเอง (Generativity vs Stagnation)
อีริควันอธิบายคำว่า Generativity ว่าเป็นวัยที่เป็นห่วงเพื่อนร่วมโลกโดยทั่วไป หรือเป็นห่วงเยาวชนรุ่นหลัง อยากจะให้ความรู้ สั่งสอนคนรุ่นหลังต่อไป คนที่แต่งงานมีบุตรก็สอนลูกหลายคนที่ไม่แต่งงาน ถ้าเป็นค

รูก็สอนลูกศิษย์ ถ้าเป็นนายก็สอนลูกน้อง หรือช่วยทำงานทางด้านศาสนา เพื่อที่จะปลูกฝังให้คนรุ่นหลังเป็นคนดีต่อไป

ขั้นที่ 8 ความพอใจในตนเอง – ความสิ้นหวังและความไม่พอใจในตนเอง
(Ego Integrity vs Despair)

วัยนี้เป็นระยะบั้นปลายของชีวิต ฉะนั้น บุคลิกภาพของคนวัยนี้มักจะเป็นผลรวมของวัย 7 วัยที่ผ่านมา ผู้มีอาวุโสบางท่านยอมรับว่าได้มีชีวิตที่ดีและได้ทำดีที่สุด ยอมรับว่าตอนนี้แก่แล้วและจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข จะเป็นนายของตนเองและมีความพอใจในสภาพชีวิตของตน ไม่กลัวความตาย พร้อมที่จะตา

ย ยอมรับว่าคนเราเกิดมาแล้วก็จะต้องตาย



กีเซล (Gesell)



สามารถใช้อธิบายพัฒนาการด้านร่างกายที่เกิดขึ้น โดยเน้นว่าการเจริญเติบโตของมนุษย์ เป็นกระบวนการพัฒนาต่อเนื่อง เป็นแบบแผนตามล าดับขั้นความ ก้าวหน้าของพัฒนาการจ าเป็นต้องมีการปรับประสบการณ์ใหม่เข้ามารวมกับประสบการณ์เก่าและเกิดความสามารถใหม่ขึ้น พฤติกรรมที่แสดงออกมาเป็นการแสดงออกของกระบวนการเปลี่ยนแปลงของวุฒิภาวะ (maturation) ของระบบประสาทของมนุษย์ กีเซล ให้ค าอธิบายทฤษฎีว่า พฤติกรรมเป็นผลมาจากยีนส์ ความพร้อมของกล้ามเนื้อและระบบประสาท และจะปรากฏเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นวงจรของพฤติกรรม (Cycle of behavior) กีเซล ใช้พฤติกรรมเป็นเครื่องวัดพัฒนาการเด็ก โดยแบ่งพัฒนาการออกเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ คื

อ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (gross motor development) พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก หรือการปรับตัว(fine motor development) พัฒนาการด้านภาษา (language development) พัฒนาการด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง


คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่เด็กควรเรียนรู้ได้แก่

1. การนับ

2. การรู้จักตัวเลข

3. การชั่ง การวัด

4. รูปร่าง รูปทรง

5. พื้นที่

6. การเพิ่มและลดจำนวน

7. รู้จักความสัมพันธ์จำนวนกับตัวเลข

8. การเปรียบเทียบ

9. การจัดหมวดหมู่

10. การจะแนกประเภท

11. การเรียงลำดับ

การนับ คือ คณิตศาสตร์ที่เกี่ยวกับตัวเลข อันดับแรกที่เด็กรู้จักเป็นการนับ อย่างมีความหมาย เช่น การนับตามลำดับตั้งแต่ 1-10 หรือมากกวานั้น

การรู้จักตัวเลข คือ การให้เด็กรู้จักตัวเลขที่เห็น หรือ ใช้อยู่ในชีวิตประจำ

การจับคู่ คือ การฝึกฝนให่้เด็กรู้จักการสังเกตลักษณะต่างๆ

การจัดประเภท คือ การสังเกตความเหมือน ความต่าง และว นำมาจัดประเภทได้

การจัดลำดับ คือการจัดสิ่งของ แบบเป็นขั้นตอน โดยก่อนหน้าปและหลัง

รูปทรง คือ รูปทรงเรขาคณิต ต่างๆ เช่น สาม้หลี่ยม สี่่หลี่ยม วงกลม วงรี

การวัด คือ เด็กได้รู้จักความยาว ความสั้น

เซท คือ สิ่งรอบๆตัว และ ที่มีความเชื่อมโยงกับ สภาพรวม

การทำตามแบบหรือลวดลาย คือ การพัฒนาให้เด็กจดจำ



วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

13 ธันวาคม 2554



ครั้งที่ 2
13 ธันวาคม 2554

คณิตศาสตร์

- เครื่องมือทักษะความรู้
- เป็นเครื่องมือทางภาษา

- เป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิต


คณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา เช่น เบอร์โทรศัพท์ บ้านเลขที่


คณิตศาสตร์สำหรับเด็กในชีวิตประจำวัน เช่น

- การตื่นนอน
- เรียงลำดับเข้าแถว
- จับกลุ่มทำกิจกรรม
- การออกกำลังกายที่เป็นชุด
- ระยะทางการมาเรียน
- การดทนม
- การตรวจสุขภาพ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง

**สิ่งเหล่านี้ต้องจัดการเรียนการสอนโดย ลงมือปฎิบัติ โดยผ่านการเล่น เืพื่อให้เกิดการเรียน**


ความสำคัญของคณิตศาสตร์ => ใช้ดำรงชีวิต ใช้เพื่อแก้ปัญหา เพื่อเปลี่ยนแปลงและรับรู้


คณิตศาสตร์สำหรับอนุบาล กับ ประถมต่างกัน
อย่างไร????

มีความแต่งต่างกัน เพราะ ต่างกันตรงพัฒนาการ (พัฒนาการทางสติปัญญา) จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการตามลำดับขั้นขอ งช่วงอายุ ช่วงอายุ 4-6 ปี เด็กเริ่มรู้คำศัพท์และใช้เหตุผลได้บ้าง แต่ไม่ครบ 100 % ความแต่งต่างระหว่างเด็กอนุบาล กับ เด็กประถม คือ

เด็ก อนุบาล = > ใช้สิ่งของที่เป็นของจริง จับต้องได้ มีมิติ (เป็น รูปธรรม)
เด็ก ประถม => ใช้สัญลักษณ์ รูปภาพ หรือ ตัวเลข (เป็น นามธรรม)

ถ้าอีกแย่มุมหนึ่งก็อาจจะมีความเหมือนได้เช่นกัน คือ สมอง เพราะ
1. สมอง จะซิมซับ โดย ประสาทสัมผัสทั้ง 5
2. สมอง เกิดการเรียนรู้เดืมไปสู่ความรู้ใหม่


คณิตศาสตร์ สำหรับเด็ก
- การเรียงลำดับเหตุการณ์
- การนับปากเปล่า

- สัญลักษณ์
- การรู้จักตัวเลข
- เวลา / ระยะทาง
- การเปรียบเทียบ
- อนุกรรม
- การนับ
- เรื่องของน้ำหนัก
- การเกิดก่อนเกิดหลัง